ท่อ
ท่อโลหะ
1. ท่อเหล็กเหนียว (Steel pipe)
เป็นที่นิยมใช้ในงานส่งของเหลวที่มีความดัน ท่อเหล็กเหนียว มีความแข็งแรง ทนทานสูง และมีผิวที่ค่อนข้างเรียบจึงให้การไหลที่ราบลื่น แต่ข้อด้อยคือไม่ทนทานต่อการกัดกร่อน ซึ่งก็มีการแก้ปัญหาโดยการเคลือบด้วยสารป้องกันการกัดกร่อน เช่นสังกะสี
2. ท่อสแตนเลส (Stainless steel pipe)
นิยมใช้ในอุตสาหกรรมเคมีอาหาร และยา นอกจากนี้ยังมีท่อที่ผลิตด้วยความหนาต่างๆ ซึ่งจะมีการระบุความหนาเป็นตัวเลข ความยาวท่อมักซื้อขายกันที่ท่อนละ 6 เมตร ด้วยราคาของท่อสเตนเลสแพงกว่าท่อ เหล็กกว่าสิบเท่าจึงจะใช้เมื่อจําเป็นเท่านั้น
3. ท่อเหล็กหล่อ (Cast iron)
มีส่วนประกอบของคาร์บอน (ในรูปแบบของเกล็ดกรา
ไฟต์) ซิลิคอน และสิ่งปลอมปนอื่นๆ ท่อเหล็กหล่อถูกใช้งานในระบบน้ำเสีย และระบบน้ำทิ้งต่างๆที่มีการไหลด้วยแรงโน้มถ่วง ข้อดีของท่อเหล็กหล่อคือ สามารถรับแรงกดจากภายนอกได้ (เช่นแรงอัดจากการฝังท่อใต้ดิน)
ต้านทานเพลิงไหม้ให้การไหลที่ดีและทนการกัดกร่อนของสิ่งปฏิกูลทั่วไปได้ แต่ข้อเสียของท่อเหล็กหล่อคือ ความเปราะ แตกง่ายเมื่อหล่น หรือถูกกระแทก นอกจากนี้ยังไม่สามารถทนต่อการกัดกร่อนของสิ่งปฏิกูลที่รุนแรงได้มีน้ำหนักมาก และราคาสูง
4. ท่อเหล็กหล่อเหนียว (Ductile cast iron)
มีส่วนประกอบของคาร์บอนอยู่ในรูปของอนุภาคกราไฟต์ทรงกลม (ต่างจากรูปแบบของเกล็ดกราไฟต์ในเหล็กหล่อสีเทา) การใช้งานมีลักษณะเดียวกับท่อเหล็กหล่อ แต่มีความแข็งแรงมากกว่า และเปราะน้อยกว่า
5. ท่ออลูมินัม
ท่ออลูมินัมมีน้ำหนักเบากว่าท่อโลหะชนิดอื่น ๆ มาก มีความเหนียว มีความแข็งแรงสูง และทนต่อการกัดกร่อนได้ดีแต่ไม่เหมาะจะใช้กับกรด และสารปรอท มีการใช้มากในงานประเภทเยือกแข็ง และในระบบที่ต้องการลดน้ำหนัก ระบบปรับอากาศในรถยนต์นิยมใช้ท่ออลูมิเนียมมากกว่าท่อทองแดงเนื่องจากเหตุผลด้านน้ำหนัก
6. ท่อทองเหลือง
คุณสมบัติคล้ายท่อทองแดง ใช้ในงานสุขาภิบาลทั่วไป นอกจากท่อแล้ว อุปกรณ์ประเภทวาล์วต่างๆ ในงานสุขาภิบาลก็มักทำจากทองเหลือง
7. ท่อตะกั่ว
ทำจากตะกั่ว 99.7% โดยอาจมีโลหะอื่น ๆ ผสมเพื่อให้มีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับงานต่างๆ ปัจจุบันท่อชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้ยกเว้นในงานเฉพาะทางบางอย่างเช่น ท่อน้ำเสียจากห้องทดลองบางชนิด หรือ ท่อน้ำเสียที่มีการปลอมปนของสารกัมมันตภาพรังสี
ท่อคอนกรีต
ท่อคอนกรตมี ทีั้งแบบเสริมและไม่เสริมเหลก็ เหมาะกับงานเดินท่อใต้ดิน ทั้งท่อที่ไหล ด้วยแรงโนมถ้วง และท่อส่งน้ํา (ที่ไม่ใช่น้ําดื่ม) ด้วยความดัน
ท่อพลาสติก
1. ท่อพีวีซี (Polyvinyl chloride - PVC)
พีวีซีเป็นพลาสติกที่แข็งแรงที่สุด และ ใช้งานมากที่สุด แต่ไม่ทนต่อสารละลาย มีใช้ทั้งในงาน ท่อที่ต้องรับความดัน และไม่รับความดัน เป็นท่อที่ NSF ยอมรับให้ใช้เป็นท่อส่งน้ำดื่มได้ใช้ใน งานส่งน้ำประปา และ ท่อน้ำเสียอุณหภูมิใช้งานไม่เกิน 65°C มีการผลิตท่อพีวีซีที่ทนความ ร้อนได้สูงขึ้นเรียกว่า ซีพีวีซี CPCV ทนความร้อน 90 °C
ท่อ PVC ที่ผลิตขึ้นตามมาตรฐาน มอก. 17-2532 (ส่วนใหญ่เป็นสีฟ้า หรือสีขาว) เป็นท่อที่ นิยมนํามาใช้ในงานสุขาภิบาลในอาคาร
ท่อพีพี (Polypropylene - PP)
ท่อพีพีมีความทนทานต่อสารประกอบซัลเฟอร์และทนต่อตัวทําละลายประเภทออร์แกนิกดี ที่สุดในบรรดาพลาสติกทั้งหมด มีความแข็งน้อยกว่าท่อพีวีซีเล็กน้อย มีคุณสมบัติที่ดีกว่าท่อพีอีในย่าน อุณหภูมิสูง มักใช้ในงานท่อน้ําทิ้งจากห้องทดลอง นอกจากนี้ในท่อที่ไม่มีการเติมเม็ดสีก็ยังใช้ในงานส่ง น้ําบริสุทธิด้วย ปัจจุบันมีการพัฒนาท่อ PP-R (Polypropylene Random Copolymer) ซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพที่ดีขึ้นเหมาะสมสําหรับการใช้งานระบบท่อ น้ําประปา ท่อน้ําร้อน ท่อน้ําเย็น และงานท่อประเภทอื่นๆ
3. ท่อพีอี (Polyethylene - PE) ท่อพีอีบางครั้งรู้จักในชื่อโพลโอเลฟิน เป็นที่นิยมใช้ทั่วไปเพราะมีความเหนียว ทนทาน ยืดหยุ่นสูง และสามารถช่วยลดแรงกระแทกของน้ําได้ ใช้งานได้ถึงอุณหภูมิประมาณ 80°C ใช้ในงาน เดินท่อน่้ำและท่อก๊าซใต้ดิน สามารถใช้เป็นท่อส่งน้ำดื่มได้ และยังใช้กับระบบท่อน้ําทิ้งด้วย นอกจากนั้นยังใช้เป็นท่อร้อยสายไฟ และท่อส่งน้ําเพื่อการเกษตร ท่อพีอีมีความแข็งแรง (Strength) น้อยกว่าท่อพลาสติกชนิดอื่น ๅ ปัจจุบันท่อ HDPE (High Density Polyethylene) ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.982-2548) ได้ถูกแบ่งชั้นคุณภาพของวัสดุออกเป็น 3 ชั้นคือ PE63 PE80 และ PE100 โดย PE100 เป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงที่สุด ท่อที่ผลิตจากวัสดุ PE100 จะมีผนังท่อจะบางกว่า มีน้ําหนัก เบากว่า พื้นที่การไหลของน้ํามีมากขึ้นกว่าท่อขนาดเดียวกันที่ผลิตจากวัสดุ PE63 และ PE80 แต่ต้อง ขุดฝังลึกมากขึ้นเนื่องจากผนังท่อบางกว่า
4. ท่อเอบีเอส (Acrylonitrile butadiene styrene - ABS) ท่อเอบีเอสมีการใช้งานทั้งภายในและภายนอก ใช้ในระบบสุขาภิบาล ระบบระบายน้ําและ ท่ออากาศในอุตสาหกรรม และระบบท่อความดันเช่น ระบบท่อน้ําเค็ม ระบบส่งน้ํา ระบบท่อ น้ํามันดิบ และระบบท่อของเสียที่ส่งโดยปั๊ม นอกจากนี้ NSF ยังอนุญาตให้ใช้เป็นท่อส่งน้ําดื่มด้วย เอบีเอสมีความแข็งมากกว่าพีวีซีเล็กน้อยแต่ทนต่อสารละลายได้ไม่ดี สามารถใช้งานได้จนถึงอุณหภูมิประมาณ 80°C
5. ท่อฟลโอโรพลาสติก (Fluoroplastics) ฟลูโอโรพลาสติกเป็นเทอร์โมพลาสติกที่มีโมเลกุลของไฮโดรเจนบางส่วนหรือทั้งหมดถูก แทนที่ด้วยฟลูโอรีน มีอุณหภูมิใช้งานสูงกว่า 150°C จัดเป็นท่อพลาสติกกลุ่มที่มีราคาสูงที่สุด แบ่งเป็นชนิดย่อยๆคือ
-ท่อเทฟล่อน (Polytetrafluoroethylene – PTFE) มีผิวลื่นมาก ใช้ในระบบส่งจ่ายน้ําทั่วไป ท่อส่งอาหารยา สารเคมีระบบแลกเปลี่ยนความร้อน และระบบน้ําทิ้งที่มีสารเคมี ทนความ ร้อนสูงกว่า 200°C ทนต่อแสง UV มีทั้งแบบท่อแข็งและเป็นม้วน
-ท่อพีวีดีเอฟ (Polyvinylidene fluoride - PVDF) ใช้ในอุตสาหกรรม อาหารและยา
-ท่อโพลีบิวทิลนี (Polybutylene - PB) โพลีบิวทิลีนมีความแข็งน้อยกว่าพีอีเล็กน้อย แต่มีความแข็งแรงมากกว่า HDPE ทนต่อการ เสียดสีและการคราก มีความยืดหยุ่นสูง มีความแข็งแรงที่ไม่ลดลงตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ทน ต่อสบู่กรด ด่าง และตัวทําละลายที่อุณหภูมิต่ํา ไม่ทนต่อสาร อโรมาติก และสารทําละลาย ประเภทคลอรีน ใช้ในงานระบบท่อน้ําเป็นส่วนใหญ่กรณีที่ใช้เป็นท่อน้ําดื่มจะมีคุณสมบัติ ตามมาตรฐาน มอก.910-2532 พิกัดอุณหภูมิใช้งานประมาณ 80°C มีการผลิตเป็นม้วน
-ท่อไฟเบอร์กลาส (Reinforced thermosetting resin pipe - RTHP) ไฟเบอร์กลาสจัดเป็นวัสดุเชิงประกอบซึ่งประกอบด้วยเส้นใยที่ห่อหุ้มด้วยเรซินซึ่งเป็น พลาสติกประเภทเทอร์โมเซท เส้นใยส่วนใหญ่ที่ใช้จะเป็นเส้นใยไฟเบอร์กลาส จึงมักเรียกท่อแบบนี้ว่า FRP (Fiberglass reinforced pipe) มีอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ําหนักสูง ทํางานได้ถึงอุณหภูมิ ประมาณ 120°C นิยมใช้ในระบบท่อน้ําทิ้ง สามารถทนทานต่อการกัด กร่อนของสารเคมีหลายรูปแบบ